My-Singing-World

บริษัทอาร์เอสโปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) --อดีต ปัจจุบัน อนาคต

หลังจากตกลงเซ็นต์สัญญากับอาร์เอสไปเรียบร้อยแล้ว ความสับสนวุ่นวายและความกังวลใจทั้งหลายทั้งปวง ก็เข้ามารบกวนโสตประสาทตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง เพลงจะออกมาแนวไหน ต้องทำตัวยังไง......

จนอัลบั้มแรกเสร็จสมบูรณ์ (ในเรื่องนี้เราจะไม่ขอเล่าความรู้สึกมากละกัน เนื่องจากว่าบริษัทนี้ยังเป็นทั้ง อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเราอยู่ 555) พอจบงานอัลบั้มแรก ก็ต่อด้วย อัลบั้ม "คิดถึงแม่"... อัลบั้ม "THE MESSAGES" และตอนนี้ก็เป็นพิธีกรรายการ ROOM (ซึ่งอาจใกล้ฝั่งแล้ว เนื่องจากเป็นมาเกือบปี น่าจะมีการเปลี่ยนตัวพิธีกร...เราว่านะ)

ไม่รู้ว่าความที่เราเป็นเราแบบนี้ตลอดเวลาหรือเปล่า การเป็นศิลปิน จึงไม่ได้มีผลกระทบต่อชีวิตปกติเลยแม้แต่น้อย (เอ๊ะ หรือเพราะไม่ดัง และหน้าตาไม่ดีหว่า 55555) มีแค่บางเรื่อง เช่น การแต่งตัวที่ไม่ควรใส่กางเกงขาสั้นกับรองเท้าแตะออกไปเดินเล่นตามที่ๆคนพลุกพล่านเหมือนแต่ก่อน แต่น่าแปลก เพราะที่ๆเราต้องระมัดระวังตัวมากๆก็คือ "ต่างจังหวัด" เพราะคนต่างจังหวัดเค้าจะหันกันควั่บๆๆและทักกันตรงๆเลยถ้าจำได้

นอกเรื่องมานาน ไม่มีอะไรหรอก แค่จะบอกว่า เมื่อมันเดินทางมาจนถึงตอนนี้แล้ว ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรได้อีกต่อไป เพราะเราเองก็รอดูอยู่ว่ามันจะเป็นยังไงต่อ ตอนนี้เริ่มทำอัลบั้มใหม่แล้ว ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คงจะออกช่วงปลายปี แต่มันก็ยังมีปัญหาในบางเรื่องที่เราคิดอยู่ทุกวัน (ถ้าว่างๆช่วยออกความเห็นด้วยนะจ๊ะทุกคน) เกี่ยวกับแนวเพลงที่ตอนนี้เรียกได้ว่า ใครไม่ขาย ตายสนิท ช่วยตอบเราทีว่า "ขาย หรือ อุดมการณ์" ดีกว่ากัน.........

เราเองยึดอุดมการณ์มาตลอด จนมาเข้าอาร์เอสก็ถือว่าละไปแล้วเปลาะนึง แต่เราอาจจะทำใจละอีกเปลาะไม่ได้ (เช่นร้องเพลงที่มีเนื้อหาแบบ....) ทุกคนรู้ว่าเพลงแบบนั้นขายจริงๆ และพอเพลงขายก็จะมีงานคอนเสิร์ตตามมามากมาย การเงินก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้รายได้หลักของศิลปินไม่ได้อยู่ที่ยอดขายอีกต่อไป (MP3ทำพิษ) แต่มาจากงานจ้างทั่วไป ถ้าลองมานึกดูดีๆ ศิลปินแนวไหนล่ะที่เค้าจะจ้าง นั่นก็คือ แนวที่ร้องตามง่าย ยืนเย้วๆได้ ดังนั้นพวกที่ร้องเพลงช้าเศร้าหมองหรือเพลงมีคุณภาพ ก็อาจจะได้ภาพลักษณ์ที่ดี แต่ด้านการเงินนั้นตายสนิท !!!! (นี่คือเรื่องจริง)

เราเองไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้มาก แต่ที่ถามเพราะอยากรู้ความรู้สึกของคนฟังว่าจริงๆแล้วต้องการแบบไหน เพราะยังไงเราก็ยังเป็นเรา ร้องเพลงอะไรก็จะพยายามเป็นเราอยู่เรื่อย....(มิน่าล่ะยังจนอยู่) อย่างงานชุดใหม่ โปรดิวเซอร์ให้โอกาสเรามีส่วนร่วมมากมาย นั่นแหละที่ทำให้เราต้องมานั่งคิดว่า "ถ้ากูแต่งเพลงไปแล้วเป็นตัวเองมากๆ แต่ไม่ดัง เค้าจะเจ๊งไหมว้า แล้วญาติที่ต่างจังหวัดจะบอกไหมว่าไม่เพลงเพราะ แล้วถ้าให้คนอื่นแต่งจะดีกว่าไหม ฯลฯ" เฮ้อ........นั่นแหละปัญหา แค่นี้...เท่านั้น..จริงๆ

ป.ล.งานเยอะจริงๆ ได้แต่UPของตัวเอง แต่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมบล็อกเพื่อนๆเลย สัญญาว่าถ้างานเสร็จจะไปแวะเยี่ยมจ้า

INDY CAFE - ค่ายเพลงแรกที่เราเคยอยู่

-เราได้ขึ้นพัทยามิวสิคเฟสฯ ครั้งแรกก็เพราะค่ายนี้ (กะ Mad Pack It แล้วก็ Moteซึ่งตอนนั้น เพลงแค่บอกว่ารักเธอ ยังไม่ดัง)

-เพลงแรกที่ได้รับเกียรติให้ร้องคือ "เดียวดายกลางสายลม" ซึ่งถือเป็นเพลงเก่าที่นำมาร้องใหม่ พอรู้ว่าต้องร้องเพลงนี้ ก็คิดว่าไม่อยากร้องเลย เพราะเรารักเพลงนี้มากๆ และแล้ว.....ผลที่ออกมา คือ "เพลงCOVERที่ห่วยที่สุดที่เราเคยได้ยิน" (บัดนี้ยังคงรู้สึกผิดต่อเจ้าของอัลบั้มอยู่)..........พี่แก้ว ชวิณีคะ....หนูขอโต๊ดด..................ได้โปรดอย่าถามว่าอยู่อัลบั้มไหน อายจริงๆ

-เปียโน the sis รู้จักกับเราที่นี่ (บ้านใครมีอัลบั้ม Double Head บ้าง เพราะมากก)

-โปรเจคอัลบั้มของเรา เริ่มที่นี่

-สุดท้าย เราก็ต้องจากที่นี่ไป เพราะโปรดิวเซอร์เราลาออก เลยติดสอยห้อยตามเค้าออกไปด้วย (ด้วยความที่สนิทกัน มากกว่าพี่ๆคนอื่น)

CINE RECORD - บ้านที่สอง

-พี่ๆที่นี่น่ารักมาก ช่วยกันคิดชื่อให้เรา เพราะเค้าบอกว่าชื่อ "มิ้น" มันสั้นไป เลยออกมาเป็น MINIMINT ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆ เพราะดูมันไม่เข้ากะหุ่น แต่ตอนหลังก็ชิน 555

-และแล้ว minimint not only pop ก็คืออัลบั้มเต็มชุดแรกของเรา

-ลุยคอนเสิร์ตกันมามากมาย เล่นฟรีซะส่วนมาก(back up คือวง กล้วยไทย) ได้ขึ้นพัทยามิวสิคเฟสฯ เป็นครั้งที่สองกับที่นี่ และคงเป็นครั้งสุดท้าย

...........ระหว่างอยู่ที่นี่ เราโดนอาร์เอสเรียกเข้าไปcastประมาณ2-3ครั้ง จนวันหนึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ให้เข้ามาเซ็นสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยว...(เครียดละตู ทำไงดีหว่า) เราลังเลอยู่นานมากแม่เราบอกว่า --- "ลูกจะร้องเพลงเป็นอาชีพหรือเปล่า ถ้าจะเอาอย่างงั้นลูกควรหาหลักประกันที่มันแน่นอนในชีวิต" เราก็ตอบว่า "แต่แม่คิดดูนะ ค่ายนี้มันเป็นคนละทางกับที่เราเดินมาเลย ทำใจไม่ด๊ายยย" แม่จึงตอบว่า "ถ้าเค้าเอาแค่หน้าตา ก็คงมีคนอื่นอีกเยอะ แต่นี่เค้าคงเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่าแหละ" ...(เราเริ่มคิด"เออ สงสัยจะจริง" )..............และนี่คือเรื่องราวที่เราจำใจออกไปจาก CINE RECORD ทั้งๆที่จริงๆแล้ว จินตนาการหลายอย่างยังมีมากพอที่จะสร้างงานไปได้อีกหลายชุดกับที่นี่............................

That's It ร้านอาหารแถบสีลม - ร้านกลางคืนที่แรก

-ได้ร้องเพลงที่ตัวเองชอบกับคนเก่งๆอีกหลายคน นักดนตรีฝีมือสุดโคตรเก่ง

-เพลงแจ๊ซและเพลงเก่า ดีๆอีกหลายเพลง รักร้านนี้จังเยย

ร้านเมากระจาย & Babaska - ร้านถัดๆมา

-ร้านที่ทำให้เรารู้ว่า ร้องกลางคืนจริงๆนั้น ลำบากเป็นที่สุด

-วงZMOG ที่บัดนี้มือเบส กลายมาเป็นวง Hate2Head ไปแย้ว

...................................................โปรดติดตามตอนต่อไป

ป.ล.ขออภัยทุกท่าน งานเยอะจริงๆจ้ะ ไว้จะไปเยี่ยมเยียนทุกๆคนนะ

คณะแพทย์จะมีการจัดประกวดร้องเพลงครั้งใหญ่ทุกปี ถือเป็นงานที่อลังการมากๆโดยเฉพาะคนที่มีโอกาสเข้ารอบสุดท้ายเพราะจะจัดที่หอประชุมใหญ่แล้วคนที่เข้ารอบก็จะต้องแต่งตัวแต่งหน้าไปประกวด(ประหนึ่งประกวดKPNหรือสยามกลการอะไรเทือกนั้น)

เราไปดูงานนี้ทุกปีแต่ไม่เคยประกวด เพราะส่วนใหญ่จะติดซ้อมละครคณะหรือไม่ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นถึงสมาชิกชมรมดนตรีสากลถ้าแข่งไปแล้วแพ้คงอายเค้าตาย..แต่แล้วอุปสรรคทั้งหลายก็มลายหายไปเมื่อเราอยู่ปี4..ตอนนั้นเรียนใกล้จบ อยากทำอะไรทิ้งทวนกับชีวิตอีกสักครั้ง หน้าก็ด้านขึ้นตามจำนวนชั้นปี ประกอบกับเป็นพี่ใหญ่สุดถ้าโดดซ้อมละครไปประกวดสักวันสองวันก็ไม่น่าจะมีปัญหา และถ้าตกรอบก็ไม่ได้แคร์อะไรมาก(ออกจากCU BANDไปแล้วด้วย) เลยตัดสินใจประกวดดูสักครั้ง....

รอบแรกมีผู้สมัคร 300 คน เพลงที่ใช้ประกวดในรอบนั้นเป็นของ "แพม-ลลิตา" ตอนนั้นเธอออกชุดใหม่แนวอินดี้ ชื่อเพลงว่า "อย่าเอ่ยคำว่ารัก" (อย่าเอ่ยคำว่า ร้ากกกก..เพราะฉันไม่อาจเข้าจายย เพราะฉันไม่อยากหวั่นไหว ฝันไปไกลแสนไกลกับสิ่งที่ม่ายจีงงงง....) ร้องดีไม่ดีไม่รู้ รู้แต่ว่า Dance กระจาย คนฮากันทั่วหอประชุม และผลจากการ "dance ตบตากรรมการ" ในครั้งนั้นทำให้ผ่านเข้ารอบสองมาโดยไม่ต้องลุ้นอะไรมากมายนัก

รอบสองมี 50 คน จำได้ว่าไปลงทะเบียนช้าเลยได้ร้องประมาณสองคนสุดท้าย รอคิวตั้งแต่ 4 โมงจนถึง 4 ทุ่มกว่า ตื่นเต้นจนหายตื่น กองเชียร์รอจนเงกแต่ข้อดีของการร้องท้ายๆคือ ได้เห็นฝีมือทุกคนและแก้ตัวเองทันในบางเรื่อง เช่น อย่าไปยืนตรงนั้นตรงนี้เพราะไมค์จะหอน ตกไฟเป็นต้น.....รอบนี้ใช้เพลงสากล เป็นเพลง jazz ยุคคุณย่าเพิ่งคลอดลูก ชื่อเพลง "Big Spender" คนร้องคือคนที่ร้องเพลงประกอบหนังเจมส์ บอนด์ยุคแรกๆชื่อ Shirley Bassey..........ด้วยความที่กรรมการอาจจะจำได้หรือไม่เสียงกองเชียร์ก็ดังจนกลบเสียงร้องเพี้ยน รวมถึงเพลงที่ใช้ดูจะเก่าคร่ำครึกว่าคนอื่นๆ ทำให้การประกวดรอบสุดท้ายในปีนี้ มีชื่อของ "สวรรยา แก้วมีชัย คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่4" รวมอยู่ด้วย (ดีใจมั่กๆๆๆ)

รอบสุดท้ายจัดที่หอประชุมจุฬาฯ จุดมุ่งหมายในการประกวดของเรารอบนี้คือการคว้า "รางวัลPopular Voteมาให้ใด้" เพราะนั่นหมายถึงว่า แม้จะไม่ได้ชนะเลิศด้านการร้องเพลง..แต่เราก็ยังจะเป็นอีกคนที่ทำให้คนดูสนุกสนานในการประกวดครั้งนี้ (นี่..เพื่อมวลชนเจงๆ) รอบนี้เราใช้เพลงประกอบหนังเรื่องCabaret ชื่อ "Don't tell mama" เป็นเพลงแนว Broadway ในหนังใช้ประกอบตอนแสดงคาบาเร่ต์บนเวที เราเป็นคนเดียวในทั้งหมด 12 คนที่ใช้เพลงเร็ว และซวยยิ่งกว่าเดิมเมื่อเราจับฉลากได้ร้องเป็น "คนสุดท้าย"

ด้วยความที่เป็นคนทำกิจกรรมเยอะ จำนวนคนที่มาเชียร์ก็เยอะตามกิจกรรมไปด้วย ถ้ารวมญาติโกโหติกาที่ขนมาดู(บางคนโดนจิกมาจากเชียงราย) ก็อาจมีพลังเสียงรวมกันหลายร้อยเดซิเบล(ไม่อายกันเล้ยย)

ถ้าจะให้บรรยายว่าในวันนั้นเราทำอะไรบ้างบนเวที ก็คงเล่าไม่ได้หมดเพราะความรู้สึกมันมากมายเกินกว่าที่จะบรรยายได้ รู้แต่แทบทุกมุขที่ปล่อยบนเวที ทุกท่าเต้นที่เต้น ทุกเสียงร้องที่ร้อง มันออกมาจาก"ข้างใน" แบบไม่ได้มีการปรุงแต่งหรือคิดว่าจะต้องร้องแบบนี้ ทำท่านี้ เล่นมุขนี้ชุดที่ใส่ก็ยืมเค้ามาไม่ได้ตัดใหม่เหมือนหลายๆคน การร้องเป็นคนสุดท้ายก็ทำให้เลิกตื่นเต้นไปเลย และนี่แหละทำให้การร้องเพลงครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุดในความคิดของเราจนถึงตอนนี้ และยังไม่มีเวทีไหนให้ความรู้สึกดีได้เท่านี้อีกเลย...

ผลที่ได้รับจากการประกวด

1.พ่อกับแม่ ได้เห็นเราร้องเพลงแบบจริงจังเป็นครั้งแรกเพราะเราไม่เคยร้องให้ฟังแบบจริงจังเลยตั้งแต่เกิดจนโต และทำให้เค้ายอมรับในสิ่งที่เราชอบมากขึ้น (เลยไม่ต้องไปทนเรียนป.โทสายบริหาร แถมยังยอมให้ไปร้องกลางคืนได้ด้วย)

2.ได้รู้ว่าป้าเรา สามารถกระโดดได้สูงมากทั้งๆที่ขาเจ็บ (ป้ากระโดดขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ขนาดเรายืนอยู่บนเวทียังเห็นได้ด้วยตาเปล่า--ตอนประกาศผล)

3.รู้ว่าความสุขสุดๆเป็นยังไง

4.รุ่นพี่คณะที่มาดู(พี่ตุลย์หรือดีเจตุลลี่แห่งFM max) ชวนแกมบังคับให้ไปcasting ที่ RS.

5.ผลการประกวด คือ รางวัลชนะเลิศ และ รางวัล Popular Vote

.........................................................................โปรดติดตามตอนต่อไป

ป.ล.ขอได้รับความขอบคุณจากใจจริงสำหรับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในงานประกวดครั้งนี้

และขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน (กรุณาอ่านต่อไปเรื่อยๆ ใกล้ถึงปัจจุบันละ)5555